วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความหมายของสุภาษิตพระร่วง

สุภาษิต
ความหมาย
เมื่อน้อยให้เรียนวิชา
ทำอะไรให้เหมาะสมกับวัย จึงจะสำเร็จประโยชน์ มีความเจริญรุ่งเรือง คนจะพัฒนาได้ง่ายต้องเริ่มตั้งแต่ยังเล็ก
เป็นคนเรียนความรู้
เกิดเป็นคนต้องศึกษาหาความรู้ไว้อยู่กับตัวเสมอ เพราะความรู้ ช่วยเราได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าในยามปกติหรือคับขัน 
ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง
สร้างมิตรภาพกับผู้อื่นอยู่เสมอ 
สร้างกุศลอย่ารู้โรย
การสร้างบุญ สร้างกุศล ช่วยทำให้กิเลสถูกขัดเกลาเบาบางลง คนมีกิเลสน้อย ชีวิตจะมีแต่ความสุข ความร่มเย็น
โอบอ้อมเอาใจคน
ให้มีเมตตาต่อคนทั้งหลาย ไม่เฉพาะแก่พี่น้องเท่านั้น
ปลูกไมตรีทั่วชน
หมั่นผูกไมตรีกับคนทุกคน มีมิตรดีกว่ามีศัตรู
ตระกูลตนจงคำนับ
ให้ความเคารพวงศ์ตระกูล
อย่าอวดหาญแก่เพื่อน
อย่าทำตัวเก่งกว่าเพื่อน
เป็นคนอย่าทำใหญ่
อย่าอวดเบ่งคุยโตหรือมีอิทธิพลเหนือใครต่อใคร
อย่าเบียดเสียดแก่มิตร
ไม่ควรเบียดเบียนหรือเอาเปรียบเพื่อน ควรให้ความรักความจริงใจกับเพื่อน
ที่ผิดช่วยเตือนตอบ
สิ่งใดที่เพื่อนทำผิดก็ช่วยบอกกล่าวตักเตือน
ที่ชอบช่วยยกยอ
สิ่งใดที่เพื่อนทำดีอยู่แล้วก็ควรยกย่องชมเชย
อย่าขอของรักมิตร ชอบชิดมักจางจาก
ไม่ควรสร้างความลำบากใจให้กับเพื่อน เช่น การขอในสิ่งที่เพื่อนรักและหวงโดยไม่เกรงใจอาจทำให้เสียเพื่อนไปก็ได้
ยอมิตรเมื่อลับหลัง
การชมมิตรเมื่อลับหลังเป็นการชมอย่างจริงใจ
อย่าประกอบกิจเป็นพาล
อย่าประกอบอาชีพที่ทุจริต
พึงผันเผื่อต่อญาติ
ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ญาติพี่น้อง
พรรคพวกพึงทำนุก ปลุกเอาแรงทั่วชน ยลเยี่ยงไก่นกกระทา พาลูกหลานมากิน 
คนที่เป็นพวกกับเรา เราควรเลี้ยงดูเขาให้มีความสุข เพราะเขาอาจสามารถช่วยเหลือเราได้ ให้ดูตัวอย่างไก่หรือนกกระทาที่หาอาหารมาได้ก็เผื่อแผ่ลูกๆ คนเราก็เช่นกัน เมื่อมีลาภหรือของกินของใช้ ควรเรียกลูกหลาน มิตรสหาย
อย่ารักถ้ำกว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน
อย่าเห็นของมีประโยชน์น้อยดีกว่าของมีประโยชน์มาก
อย่าตื่นยกยอตน
ไม่ควรพูดยกยอตนเอง
อย่าชังครูชังมิตร
อย่าเกลียดครูผู้เป็นกัลยาณมิตร
อย่าผูกมิตรคนจร
อย่าคบหากับคนเร่ร่อนพเนจร ไม่มีหัวนอนปลายเท้า
เมตตาตอบต่อมิตร
ควรมีความรักความจริงใจตอบต่อเพื่อน
คนขำอย่าร่วมรัก
ไม่ควรคบหาสมาคมกับคนมีลับลมคมในหรือคนเจ้าเล่ห์
คนทรยศอย่าเชื่อ อย่าเผื่อแผ่ความคิด
ไม่ควรให้ความเคารพเชื่อถือคนชั่ว และไม่ควรโยนความผิดให้กับผู้อื่น
สุวานขบอย่าขบตอบ
ไม่ควรยุ่งเกี่ยวหรือต่อล้อต่อเถียงกับคนชั่ว
เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า
ให้มีความรอบคอบเมื่อจะปฏิบัติภารกิจอะไรควรนำเครื่องมือเครื่องใช้ให้ครบครัน
หน้าศึกอย่านอนใจ
ควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเสมอ
เดินทางอย่าเดินเปลี่ยว
ไม่ควรไปไหนมาไหนโดยลำพังเพราะภัยอันตรายอยู่รอบด้าน
ที่ขวากหนามอย่าเสียเกือก
อย่าได้ขาดเครื่องป้องกันยามเข้าไปอยู่ในสถานที่ลำบากหรือที่ ที่มีภัย
ทำรั้วเรือกไว้กับตน
จงหมั่นทำความดีไว้เสมอเพื่อเป็นเครื่องกำบังตน
จงเร่งระมัดฟืนไฟ
ให้รู้จักระมัดระวังในการใช้ฟืนไฟอาจจะเกิดอันตรายได้
ที่ทับจงมีไฟ
ที่อยู่อาศัยควรมีไฟยามค่ำคืน
ที่ไปจงมีเพื่อน ทางแถวเถื่อนไคลคลา
ไปไหนมาไหนควรมีเพื่อนร่วมทางไปด้วย ยามอันตรายจะได้ช่วยเหลือกัน
เข้าออกอย่าวางใจ ระวังระไวหน้าหลัง เยียวผู้ชังจะคอยโทษ
ต้องรู้จักระมัดระวังตัวในการเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ควร ประมาทเพราะอาจจะมีคนคอยปองร้ายเราได้
ข้างตนไว้อาวุธ สรรพยุทธอย่าวางจิต
ภัยอันตรายมีได้ทุกเมื่อ ควรรู้จักตระเตรียมตัวป้องกันเอาไว้ก่อน
ข้าคนไพร่อย่าไฟฟุน
อย่าแสดงความโกรธต่อคนรับใช้หรือผู้ใต้บังคับบัญชา
ภักดีอย่าด่วนเคียด
 ให้เป็นคนที่ซื่อสัตย์จงรักภักดี อย่าหุนหันตัดใจ
อย่ากริ้วโกรธเนืองนิตย์
อย่าเป็นคนโมโหอยู่ตลอดเวลา
อย่ามีปากว่าคน
ไม่ควรนินทาหรือว่าคนอื่นให้ได้รับความเสียหาย
พบศัตรูปากปราศรัย
ความในอย่าไขเขา ควรพูดจาปกติแม้ว่าจะเป็นศัตรูกัน แต่ไม่ควรเผยความในใจ ให้เขารู้
เจรจาตามคดี
ควรพูดตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
อย่าขุดคนด้วยปาก
ไม่ควรพูดค่อนขอดหรือกล่าวหาว่าร้ายใคร
อย่าจับลิ้นแก่คน
อย่าคอยจับผิดคำพูดผู้อื่น
เมื่อพาทีพึงตอบ
ควรพูดเมื่อจำเป็นต้องพูด
อย่าริกล่าวคำคด
อย่าพูดโกหก ให้พูดแต่ความจริง
โต้ตอบอย่าเสียคำ
ในการสนทนาหรือโต้คารมไม่ควรกล่าวคำพูดให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย
คิดแล้วจึงเจรจา
ควรคิดให้ดีก่อนพูด
อย่านินทาผู้อื่น
ไม่นินทาว่าร้ายผู้อื่น หรือกล่าวคำให้ผู้อื่นเสียหาย
อย่าจับลิ้นแก่คน
อย่าคอยจับผิดคำพูดผู้อื่น
โต้ตอบอย่าเสียคำ
ในการสนทนาหรือโต้คารมไม่ควรกล่าวคำพูดให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย
คิดแล้วจึงเจรจา
ควรคิดให้ดีก่อนพูด
อย่านินทาผู้อื่น
ไม่นินทาว่าร้ายผู้อื่น หรือกล่าวคำให้ผู้อื่นเสียหาย
อย่านั่งชิดผู้ใหญ่
ให้รู้จักที่ต่ำที่สูง อย่าตีตนเสมอท่าน
อย่าขัดแข็งผู้ใหญ่
ไม่ควรขัดแย้งหรืองัดข้อหรือแสดงอำนาจกับผู้ใหญ่หรือผู้ที่ มีอำนาจมากกว่าเพราะอาจจะมีภัย
จงนบนอบผู้ใหญ่
ต้องมีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่
ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ 
ควรจำคำที่ผู้ใหญ่อบรมสั่งสอนมาใช้ปฏิบัติเพราะจะเป็นประโยชน์กับตนภายหลัง
ครูบาสอนอย่าโกรธ
เมื่อครูอบรมสั่งสอนไม่ควรโกรธเพราะครูเป็นผู้ที่มีความปรารถนาที่ดีต่อศิษย์
ท่านไท้อย่าหมายโทษ
อย่าจับผิดผู้ใหญ่
นอบตนต่อผู้เฒ่า 
มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
ทดแทนคุณท่านเมื่อยาก
ต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณยามแก่เฒ่าหรือขณะท่านมีความยากลำบาก
อย่าเลียนครูเตือนด่า
อย่านำพฤติกรรมของครูขณะอบรมสั่งสอนเรามาล้อเลียน
ท่านสอนอย่าสอนตอบ
เมื่อผู้ใหญ่ตักเตือนสั่งสอนควรตั้งใจฟังด้วยความเคารพ ไม่กล่าวคำยอกย้อนต่อผู้ใหญ่
ท่านรักตนจงรักตอบ 
เมื่อผู้ใหญ่มีความปรารถนาดีต่อเราเราควรแสดงความกตัญญู ต่อท่าน
ท่านนอบตนจงนอบแทน
ผู้ที่อ่อนน้อมต่อเราเราควรอ่อนน้อมตอบ
ให้หาสินเมื่อใหญ่
เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ต้องรู้จักทำงานประกอบอาชีพมาเลี้ยงตนและครอบครัว
อย่าริร่านแก่ความ
อย่าด่วนหาเรื่อง
ประพฤติตามบูรพระบอบ
ประพฤติตนตามขนบธรรมเนียมระเบียบประเพณีที่กำหนด
อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์
อย่าทะเยอทะยานเกินความสามารถของตน
เข็นเรือทอดกลางถนน
เตือนไม่ให้ทำอะไรผิดปกติวิสัยหรือผิดกาลเทศะ
หว่านพืชจักเอาผล เลี้ยงคนจักกินแรง
ทำอะไรไม่ควรหวังผลประโยชน์
อย่าใฝ่ตนให้เกิน
อย่าทำตัวเกินฐานะของตน
ตนเป็นไทอย่าคบทาส
เมื่อพ้นสภาพจากการเป็นทาสแล้วไม่ควรมาคบกับทาสอีก
มีสินอย่าอวดมั่ง
อย่าอวดความมั่งมีทรัพย์สินเงินทองเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตนเองได้
รักตนกว่ารักทรัพย์
ให้รักเกียรติ นักชื่อเสียงวงศ์ตระกูลยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง
สู้เสียสินกว่าเสียศักดิ์
เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นสิ่งที่หามาได้ยากลำบาก เมื่อมีแล้วก็ควรรักษาให้ดี ถ้าเสียไปคงหามาใหม่ได้ยาก ผิดกับทรัพย์สินเงินทองเมื่อเสียไปแล้วหาใหม่มาทดแทนได้
คิดตรองตรึกทุกเมื่อ
ควรคิดไตร่ตรองใคร่ครวญให้ดีก่อนก่อนที่จะทำอะไร
เยียวสะเทินจะอดสู
ทำสิ่งใดขาดๆ เกินๆ ก้ำกึ่งจะเป็นที่อับอาย
อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน
ควรทำมาหากินด้วยตนเอง ไม่ควรหวังพึ่งผู้อื่นในการเลี้ยงตน
ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน
ยามไปธุระปะปังที่ไหนไม่ควรนั่งนานเพราะจะทำให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย
ที่รักอย่าดูถูก
ควรให้ความรักความเกรงใจแม้คนใกล้ชิดสนิทสนมไม่ควรมองข้าม
น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
ในขณะที่เหตุการณ์รุนแรงยังดำเนินอยู่อย่างร้อนรนเราไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ช้างไล่แล่นเลี่ยงหลบ
ถ้าถูกคุกคามจากผู้มีอำนาจให้หลบหลีกไม่ควรต่อสู้
เข้าออกอย่าวางใจ ระวังระไวหน้าหลัง เยียวผู้ชังจะคอยโทษ
ต้องรู้จักระมัดระวังตัวในการเดินทางไปไหนมาไหน ไม่ควร ประมาทเพราะอาจมีคนคอยปองร้ายเราได้
ข้างตนไว้อาวุธ สรรพยุทธอย่าวางจิต
ภัยอันตรายมีได้ทุกเมื่อ ควรรู้จักตระเตรียมตัวป้องกันเอาไว้ก่อน
ความแหนให้ประหยัด
สิ่งที่รักและหวงแหนก็ให้ระมักระวังรักษาไว้ให้ดี โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นความลับก็ควรรักษาไว้ให้ดี โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นความลับก็ควรรักษาไว้อย่าแพร่งพราย
เผ่ากษัตริย์เพลิงงู
ไม่ควรไว้ใจในสิ่งต้องห้าม ห้าประการคือ กษัตริย์ เด็ก ผู้หญิง งูและไฟ เพราะอาจนำความเดือดร้อนมาสู่เราได
อย่าตีงูให้แก่กา
อย่าทำสิ่งไร้ประโยชน์อาจเกิดโทษแก่ตนได้
อย่าตีปลาหน้าไซ
อย่าขัดขวางผลประโยชน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
อย่าดีสุนัขห้ามเห่า
อย่าทำสิ่งที่สวนทางกับธรรมชาติ หรืออย่าขัดขวางผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตน
อย่าเข้าแบกงาช้าง
อย่าทำการใดเสี่ยงอันตรายและไม่เกิดประโยชน์แก่ตน
อย่าโดยคำคนพลอด
อย่าเชื่อคำพูดอันหวานหู
อย่ามัวเมาเนืองนิตย์
อย่าหลงใหลในสิ่งไร้สาระตลอดเวลา
อย่าได้รับของเข็ญ
อย่ารับของร้อนหรือของโจร
โทษตนผิดพึงรู้
สอนให้พิจารณาตนเอง ให้หาความผิดของตน เมื่อพบแล้วให้หาหนทางแก้ไขเสีย
การเรือนตนเร่งคิด
ควรปฏิบัติงานบ้านงานเรือนอยู่เสมออย่าให้บกพร่อง
โทษตนผิดรำพึง อย่าคะนึงถึงโทษท่าน
ให้มองเห็นโทษของการทำความผิดหรือความชั่วไม่ควรไป เสียเวลาจับผิดคนอื่น
เห็นงามตาอย่าปอง
สิ่งที่มองเห็นว่าสวยงาม อย่าเพิ่งหมายปองเพราะของสวยงามมักมาพร้อมกับภัยอันตราย
อย่าตื่นยกยอตน
ไม่ควรพูดยกยอตนเองเปรียบเทียบเหมือนกลองจะดังต้องมีคนตี ถ้ากลองดังโดยไม่มีคนตีเรียกว่ากลองจัญไร
ของฝากท่านอย่ารับ
อย่ามักง่ายหรือเห็นแก่ได้
อย่ากอรปจิตริษยา
ไม่ควรริษยาผู้อื่นเพราะการริษยาเป็นบ่อนทำลายสามัคคี


นิราศภูเขาทอง

กวี      :         สุนทรภู่
ประเภท :       นิราศ
คำประพันธ์ :   กลอนนิราศ
สมัย     :        รัตนโกสินทร์
ปีที่แต่ง :         ประมาณ พ.ศ. 2371
      นิราศภูเขาทองเป็นวรรณคดีประเภทนิราศ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องที่ดีที่สุดของสุนทรภู่ (พ.ศ. 2329 - 2398) ท่านแต่งนิราศเรื่องนี้จากการเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่กรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) เมื่อเดือนสิบเอ็ด ปีชวด (พ.ศ. 2371) ขณะบวชเป็นพระภิกษุ
ลักษณะคำประพันธ์
นิราศภูเขาทองแต่งด้วยกลอนนิราศ มีความคล้ายคลึงกับกลอนสุภาพ แต่เริ่มด้วย วรรครับจบ ด้วยวรรคส่งลงท้ายด้วย คำว่า เอย มีความยาวเพียง 89 คำกลอนเท่านั้น แต่มีความไพเราะ และเรียบง่าย ตามแบบฉบับของสุนทรภู่ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย บรรยายความรู้สึกขณะเดียวกันก็เล่าถึงสภาพของเส้นทางที่กำลังเดินทางไปด้วย ท่านมักจะเปรียบเทียบชีวิตและโชคชะตาของตนกับธรรมชาติรอบข้างที่ตนได้เดินทางผ่านไป มีหลายบทที่เป็นที่รู้จักและท่องจำกันได้...
การเดินทางในนิราศ
สุนทรภู่ล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาไปกับลูกชายชื่อหนูพัด ผ่านวัดประโคนปัก บางยี่ขัน ถึงบางพลัด ผ่านตลาดแก้วตลาดขวัญในเขตจังหวัดนนทบุรี จากนั้นก็ผ่านเกาะเกร็ด ซึ่งเป็นย่านชาวมอญ เข้าสู่จังหวัดปทุมธานี หรือเมืองสามโคก แล้วเข้าเขตอยุธยา จอดเรือที่ท่าวัดพระเมรุ ค้างคืนในเรือ มีโจรแอบจะมาขโมยของในเรือ แต่ไหวตัวทัน รุ่งเช้าเป็นวันพระ ลงจากเรือเดินทางไปที่เจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งเป็นเจดีย์ร้าง เก็บพระบรมธาตุมาไว้ในขวดแก้วตั้งใจจะนำไปนมัสการที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อตื่นมาก็ไม่พบพระบรมธาตุ จึงได้เดินทางกลับ
บางตอนจากนิราศภูเขาทอง
         ๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ


         ๏ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ


         ๏ จงทราบความตามจริงทุกสิ่สิ้น
อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน
นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ
จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ

คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์
คุณค่าทางวรรณศิลป์ในกลอนนิราศภูเขาทอง มีการเลือกใช้คำดีเด่นต่างๆ ดังนี้
สัมผัสสระ คือ คำที่ใช้สระตัวเดียวกัน
สัมผัสอักษร คือ คำที่มีอักษรคล้องจองกัน
การซ้ำเสียง คือ การสัมผัสอักษรอย่างหนึ่ง นับเป็นการเล่นคำที่ทำให้เกิด เสียงไพเราะ  การซ้ำเสียงจะต้องเลือกคำที่ให้จินตภาพแก่ผู้อ่านอย่างแจ่มชัดด้วย
-  การใช้กวีโวหาร คือ นิราศภูเขาทองมีภาพพจน์ลักษณะต่างๆ ที่กวีเลือกใช้ ทำให้ผู้อ่านได้เข้าถึงความคิด ความรู้สึกของกวี
-  ภาพพจน์อุปมา คือโวหารที่เปรียบเทียบของสองสิ่งว่าเหมือนกัน มักใช้คำว่า เหมือน คล้าย ดุจ ดูราว ราวกับ
-  ภาพพจน์กล่าวเกินจริง คือ การที่กวีอาจกล่าวมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง เพื่อสื่อให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นภาพในความคิดคำนึงได้ดีขึ้น
-  การเลียนเสียง คือ กวีทำให้เสียงที่ได้ยินมาบรรยายให้เกิด มโนภาพและความไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น

                   การเล่นคำ คือ การใช้ถ้อยคำคำเดียวในความหมายต่างกันเพื่อให้ การพรรณนาไพเราะน่าอ่าน และมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น

คำเอก คำโท คืออะไร

คำเอก คำโท คืออะไร
          คำเอก คำโท  คือ  พยางค์หรือคำที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์เอก และรูปวรรณยุกต์โท ใช้ในคำประพันธ์ประเภทโคลง  คำประพันธ์ประเภทร่าย  (เพราะการแต่งร่ายก็ต้องจบบทด้วยคำประพันธ์ประเภทโคลงสองสุภาพ)
          คำเอก  คือ พยางค์หรือคำที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์เอก  เช่น คำว่า แต่  ข่อย  เฟื่อง  ก่อ   บ่าย   ท่าน  พี่
  ช่วย  บ่  คู่  อยู่  ฯลฯ 
          คำเอก  รวมถึงการอนุโลมให้ใช้คำตายแทนได้  (คำตาย คือ  คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นและไม่มีตัวสะกด หรือคำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กก แม่ กด แม่  กบ) เช่นคำว่า พระ ตราบ  ออก ปะทะ ฯลฯ 
          คำโท  คือ  พยางค์หรือคำที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์โท  เช่นคำว่า  ค้ำ  ข้อง  ไซร้  ทั้ง  รู้  ไท้  เพี้ยง  ฯลฯ
          เอกโทษ  คือ คำที่มีความหมายและกำกับด้วยรูปวรรณยุกต์โท  แต่มีความจำเป็นที่ต้องแปลงให้เป็นคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอก  แม้ว่าคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกที่ได้เปลี่ยนจากคำที่มีรูปวรรณยุกต์โทแล้วนั้น ได้คำที่มีไม่มีความหมายแต่ยังคงให้มีความหมายเหมือนคำที่มีรูปวรรณยุกต์โทกำกับอยู่เดิมเช่น คำว่า สิ้นเลือด แปลงเป็น ซิ่น-เลือด  ภพหล้า แปลงเป็น ภพล่า เป็นต้น
          โทโทษ  คือ คำที่มีความหมายและกำกับด้วยรูปวรรณยุกต์เอก แต่มีความจำเป็นที่ต้องแปลงให้เป็นคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท  แม้ว่าคำที่มีรูปวรรณยุกต์โทที่ได้เปลี่ยนจากคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกแล้ว นั้น ได้คำที่มีไม่มีความหมายแต่ยังคงให้มีความหมายเหมือนคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกกำกับอยู่เดิม เช่นคำว่า เล่าเรื่อง แปลงเป็น 

เหล้าเรื่อง  ค่าจ้าง  แปลงเป็น ข้าจ้าง  เป็นต้น

คำและสำนวน

คำประกอบด้วยเสียงที่มีความหมายซึ่งมนุษย์ใช้ในการสื่อสารทั้งระหว่างบุคคล ในกลุ่ม ในที่สาธารณะ ตลอดจนทางสื่อมวลชนคำหลายๆ คำที่เรียบเรียงไว้ตายตัว สลับที่หรือตัดทอนไม่ได้มีความหมายไม่ตรงไปตรงมาแต่เป็นที่เข้าใจกัน บางทีมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบที่ลึกซึ้งกินใจ ทำให้เห็นภาพชัด เรียกว่า สำนวนการรู้จักใช้คำและสำนวนช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิผล ยิ่งรู้จักคำและสำนวนมากเพียงใด โอกาสที่จะเลือกใช้คำและสำนวนได้ดี ยิ่งมีมากขึ้นเพียงนั้น
               ถ้าไม่สามารถเลือกใช้คำและสำนวนให้สื่อความหมายได้ตรงย่อมไม่อาจสื่อสารได้สัมฤทธิผล อาจเสียโอกาสที่จะแสดงความคิดของตนให้กระชับ ชัดเจน รวดเร็ว และมีชีวิตชีวา
ความหมายของคำในภาษาไทยมี 2 ลักษณะ  คือ
      1.  ความหมายนัยตรง คำที่มีความหมายตรงตัว   เช่น
               ดาว       หมายถึง     สิ่งที่เห็นเป็นดวงบนท้องฟ้าเวลามืด
               เก้าอี้      หมายถึง     ที่สำหรับนั่ง มีขา
               เพชร      หมายถึง     ชื่อแก้วที่แข็งที่สุดและมีน้ำแวววาวกว่าพลอยอื่น ๆ
               นกขมิ้น   หมายถึง     ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวเท่านกเอี้ยง มีหลายสี
               กา         หมายถึง     ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวสีดำ ร้อง กา ๆ
          ตัวอย่างประโยคความหมายนัยตรง   
                      - คืนนี้มีดาวเต็มฟ้าเลย                      - คุณแม่ชอบเพชรเม็ดนี้มาก
                      - เขาไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดมา       
     2.  ความหมายนัยประหวัด  คือ ความหมายที่แฝงอยู่ในคำหรือข้อความนั้นๆ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ กันไปอาจเป็นทางดี  หรือไม่ดีก็ได้          
            ดาว       หมายถึง      บุคคลที่เด่นในทางใดทางหนึ่ง
            เก้าอี้      หมายถึง      ตำแหน่ง
            เพชร      หมายถึง      บุคคลที่มีคุณค่า
            นกขมิ้น   หมายถึง      คนเร่ร่อน ไม่มีที่พำนักเป็นหลักแหล่ง
            กา         หมายถึง      ความต่ำต้อย ตัวอย่างประโยคความหมายนัยประหวัด
- เสื้อของเธอนี่เป็นเสื้อโหลรึเปล่า
                     - เธอนี่เป็นคนซื่อจริงๆ
                     - เขารัดรวบเก่งมากเลย
                     - คนคนนี้เป็นคนทำอะไร ต้องวางแผนก่อน

คำไวพจน์ 

คำไวพจน์  คือ  คำที่มีความหมายเหมือนกัน  ซึ่งมีมากหลากหลายคำ  บางครั้ง  คำไวพจน์ก็มีชื่อเรียกไปตามความเข้าใจว่าเป็น  “การหลากคำ”  บ้าง คำพ้องความหมาย”  บ้าง  “คำพ้องความ”  บ้าง 

ตัวอย่างคำไวพจน์

ความหมาย

คำไวพจน์

พระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์   พุทธองค์    บรมครู  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ไตรรัตน์   ตถาคต   ชิน  อรหัง   ตรีโลกนาถ   โลกวิทู   โลกเชษฐ์     โลกนาถ    เมตไตรย   วินายก    ธรรมสามี ตรีภพนาถ   วรัญญู    สรรเพชุดา   ทศพล   พระภควันต์    พระชินสี   ธรรมสามิสร   ธรรมราชา  พิชิตมาร   พรหมกาย  มุนินทร์   มารชิต  

กษัตริย์

กษัตรา   ขัตติยะ   ขัตติยา   บดี   บดินทร์   บพิตร   นฤบดี   ภูวไนย   ภูมินทร์ราชา    นฤบาล   นฤเบศร์  นฤบดี    นฤบดินทร์    นราธิป   มหิดลบพิตร   พระเจ้าอยู่หัว บดี  ภูมิบดี  มหิบดีไท้     ไท    นรินทร์   นเรนทร์    กษัตราธิราช พระมหากษัตริย์ มหิบาล   นเรศ   นเรศวร   นเรนทรสูร นโรดม  ธเรศ จักรพรรดิ ราชา ราชาธิราช ราชอดิศร  ภูวนาถ    ภูมินทร์ ภูวไนย   ภูมินาถ  นริศ  ธรณินทร์ อธิราช  จักรี  จักริน  พระประมุข   กษิตร   พระราชาธิราช  นโรดม   มเหศ   มเหศวร   นเรนทร์

พระอินทร์

อมรินทร์    มัฆวาน   สักกะ   สหัสนัยน์   เพชรปาณี    โกสีย์

พระพรหม

จัตุพักตร์   กมลาสน์  ปิตามหะ

พระอิศวร

ศิวะ  ศุลี    มหาเทพ  สยมภู 

พระวิษณุ

พระนารายณ์   กฤษณะ  ไวกูณฐ์   ไตรวิกรม  จักรปาณี 

พระสุรัสวดี

สาวิตรี   ภารตี   สรัสวติ

พระอุมาเทวี

นางปาราวตี   พระจัณฑิกา   พระชคินมาตา

พ่อ

บิดา    ชนก   บิดร    ปิตุรงค์

แม่

มารดา  มารดร   ชนนี    มาตุ  มาตา 

นักปราชญ์

ธีระ   เธียร   บัณฑิต   ปราชญ์   เมธี

ลูกชาย

บุตร    โอรส   ดนัย

ลูกสาว

บุตรี   สุดา  

เมือง

นคร   ธานี    บุรี   กรุง   นคเรศ   พารา   นครา 

แผ่นดิน

พสุธา  พิภพ   ปฐพี   ปฐวี   ปัถพี   หล้า   ธาตรี    ธรา   ไผท    ธรณี   ภูมิ  

น้ำ/แม่น้ำ

อาโป   คงคา    วาริน    ชลธี  ชลธาร  ธารา  วารี  ชล  อุทก   ชล  ชลาลัย  ชโลทร   ชลาศัย   นที   ชลธาร    สาคร   สมุทร   อรรณพ    มหรรณพ    อัมพุ

ลม

วาโย   พาย   วายุ 

ไฟ

เพลิง  อัคคี  กูณฑ์  เตโช

ภูเขา

บรรพต   คีรี   สิงขร  ภูผา  ภู   ไศล   ศิขริน   พนม


สำนวน
ลักษณะของสำนวนไทย
                ถ้อยคำภาษาไทยมี ๒ ประเภท  คือ ความหมายโดยอรรถ หมายถึง ถ้อยคำทีแปลอย่างตรงไปตรงมา และอีกประเภทหนึ่งคือ ความหมายโดยนัย หมายถึง ถ้อยคำที่แปลไม่ตรงกับศัพท์ มีความหมายแอบแฝง มีลักษณะอุปมาหรือเปรียบเปรย หรือมีความหมายเปลี่ยนไปตามคำที่มาประกอบ  เช่น

คำ
ความหมายโดยอรรถ
ความหมายโดยนัย
ขุดคุ้ย
   ขุดหรือคุ้ยเอาดิน หรือสิ่งของในดินขึ้นมา
   ขุดเอาเรื่องเก่ามาพูดหรือมาเขียนใหม่
กลืนน้ำลาย
   การกลืนน้ำลายลงไปในลำคอ
   การไม่รักษาคำพูด

สาเหตุการเกิดสำนวนไทย
.   เกิดจากธรรมชาติ  เช่น ฝนตกไม่ทั่วฟ้า  ตื่นแต่ไก่โห่
.  เกิดจากการกระทำ  เช่น กำปั้นทุบดิน  แกว่งเท้าหาเสี้ยน 
.  เกิดจากศาสนา  เช่น ผ้าเหลืองร้อน  ตักบาตรถามพระ  คว่ำบาตร
.  เกิดจากนิทาน  ตำนาน  นิยาย  พงศาวดาร  เช่น กระต่ายตื่นตูม  กบเลือกนาย  ไก่ได้พลอย   กิ้งก่าได้ทอง
.   เกิดจากแบบแผนประเพณีและความเชื่อต่างๆ  เช่น ผีเจาะปาก  กงเกวียนกำเกวียน
.    เกิดจากอุบัติเหตุ  เช่น เอามือซุกหีบ  น้ำเชี่ยวขวางเรือ
.   เกิดจากความประพฤติ  เช่น ตำข้าวสารกรอกหม้อ  ชักใบให้เรือเสีย  ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
.   เกิดจากการเล่นต่างๆหรือกีฬา  เช่น จับแพะชนแกะ  ไม่ดูตาม้าตาเรือ
.   เกิดจากอวัยวะ  เช่น ปากบอน  กำปั้นทุบดิน

ถ้อยคำสำนวนแต่ละประเภท
๑.สำนวน คือถ้อยคำที่เรียบเรียงไว้ตายตัวจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นถ้อยคำที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายมีความหมายไม่ตรงตัว เป็นถ้อยคำที่มีความหมายอื่นแฝงอยู่ มีความหมายในเชิงเปรียบเปรยแทบทั้งสิ้น และเป็นคำพูดสั้นๆกะทัดรัดแต่มีความหมายกว้าง สำนวนอาจเป็นประโยคหรือกลุ่มคำก็ได้ เช่น  เป็นประโยคได้แก่ นกมีหูหนูมีปีก  น้ำลดมดกินปลา  จระเข้ขวางคลอง เป็นกลุ่มคำได้แก่ คงเส้นคงวา แฉโพย  คมในฝัก  จนแต้ม  ฯลฯ
๒. คำพังเพย  คือ ถ้อยคำที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ ให้เข้ากับเรื่องที่พูดอยู่ มีความหมายเป็นคติสอนใจ คำพังเพยมีลักษณะคล้ายสุภาษิตมาก อาจมีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือการติชม การที่คำพังเพยยังไม่นับเป็นสุภาษิต เพราะยังไม่มีข้อยุติว่า คำพังเพยเหล่านั้นเป็นหลักความจริงที่แน่นอน หรือเป็นคำสอนที่แท้จริง ตัวอย่างคำพังเพย  เช่น   กบเลือกนาย กล้านักมักบิ่น ชาดไม่ดีทาสีไม่แดง ฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไม้งามกระรอกเจาะ หนีเสือปะจระเข้ หักด้ามพร้าด้วยเข่า ฯลฯ (บางตำราอาจไม่มีการแยกระหว่างสำนวนและคำพังเพย เพราะเห็นว่าลักษณะและคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน มีหลักเกณฑ์และจุดมุ่งหมายใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ใช้ภาษาที่มีคารมคมคายเพื่อต้องการสื่อความหมายเปรียบเทียบให้เด่นชัดขึ้น ลึกซึ้ง กินใจ และเป็นคติสอนใจ ให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว  คำพังเพยบางครั้งก็เป็นวลี บางครั้งก็เป็นประโยค)
๓. สุภาษิต  เป็นคำกล่าวที่เป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่เป็นจริง เป็นถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบกันมาช้านานแล้ว  มีจุดมุ่งหมายเพื่อสั่งสอนโดยตรง ไม่มีการเสียดสีหรือติชมอย่างคำพังเพย เป็นคำกล่าวที่ดีงามมีความหมายลึกซึ้งเป็นคติสอนใจอ่านแล้วเข้าใจได้โดยไม่ต้องแปลความหมาย เนื้อความที่สั่งสอนเป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วๆไป  เช่น ธรรมะย่อมชนะอธรรม  ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า  น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
๔. อุปมา อุปไมย  เป็นถ้อยคำสำนวนประเภทหนึ่ง ซึ่งกล่าวทำนองเปรียบเทียบให้เห็นจริง เกิดภาพพจน์ เข้าใจง่ายขึ้น  สิ่งที่ยกมาเปรียบเทียบเรียกว่า อุปมา สิ่งที่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบเรียกว่า อุปไมย  เช่น
ลื่นเป็นปลาไหล                         รกเป็นรังหนู                        ลามเป็นขี้กลาก
คิ้วโก่งดังคันศร                          โง่เหมือนควาย                       ดำเหมือนถ่าน
ผิวขาวเหมือนไข่ปอก                    ผอมเป็นกุ้งแห้ง                      สวยเหมือนนางฟ้า
คันเหมือนตำแย                         งงเป็นไก่ตาแตก                     พูดเป็นต่อยหอย
เค็มเหมือนเกลือ                         หน้าบานเป็นใบบัว                  ตาโตเท่าไข่ห่าน
ไวอย่างลิง                               ใจดำเหมือนกา                     สมกันราวกิ่งทองใบหยก