วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โวหารภาพพจน์


          ๑. อุปมา  ( Simile)   อุปมา    คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งโดยใช้คำเชื่อมที่มี ความหมายเช่นเดียวกับ คำว่า " เหมือน "  เช่น     ดุุจ  ดั่ง  ราว  ราวกับ   เปรียบ   ประดุจ    เฉก   เล่ห์   ปาน   ประหนึ่ง  เพียง    เพี้ยง    พ่าง    ปูน  ฯลฯ           ตัวอย่างเช่นปัญญาประดุจดังอาวุธ                                         ไพเราะกังวานปานเสียงนกร้อง          
ท่าทางหล่อนราวกับนางพญา                                  จมูกเหมือนลูกชมพู่                
           ๒. อุปลักษณ์  ( Metaphor )  อุปลักษณ์  ก็คล้ายกับอุปมาโวหารคือเป็นการเปรียบเทียบเหมือนกัน แต่เป็นการเปรียบเทียบ สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งอุปลักษณ์จะไม่กล่าวโดยตรงเหมือนอุปมา แต่ใช้วิธีกล่าวเป็นนัย  ให้เข้าใจเอาเอง  ที่สำคัญ  อุปลักษณ์จะไม่มีคำเชื่อมเหมือนอุปมา
               ตัวอย่างเช่น
ขอเป็นเกือกทองรองบาทาไปจนกว่าชีวันจะบรรลัย ทหารเป็นรั้วของชาติ
เธอคือดอกฟ้าแต่ฉันนั้นคือหมาวัด                            ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ
ครูคือแม่พิม์ของชาติ                                            ชีวิตคือการต่อสู้     ศัตรูคือยากำลัง

           ๓. ปฏิพากย์  ( Paradox ) ปฏิพากย์ หรือ ปรพากย์  คือการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกันมากล่าว อย่างกลมกลืนกันเพื่อเพิ่มความหมายให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น
                ตัวอย่างเช่น   เลวบริสุทธิ์   บาปบริสุทธิ์  สวยเป็นบ้า  สวยอย่างร้ายกาจ   สนุกฉิบหาย  สวรรค์บนดิน   ยิ่งรีบยิ่งช้า   น้ำร้อนปลาเป็น   น้ำเย็นปลาตาย

           ๔. อติพจน์    (  Hyperbole ) อติพจน์ หรือ อธิพจน์  คือโวหารที่กล่าวเกินความจริง เพื่อเน้นความรู้สึก ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ในภาษาพูด  เพราะเป็นการกล่าวที่ทำให้เห็นภาพได้ง่ายและแสดงความรู้สึกของกวีได้อย่างชัดเจน   
              ตัวอย่างเช่น   คิดถึงใจจะขาด   คอแห้งเป็นผง  ร้อนตับจะแตก  หนาวกระดูกจะหลุด 
คิดถึงเธอทุกลมหายใจเข้าออก 
              ในกรณีที่ใช้โวหารต่ำกว่าจริงเรียกว่า "อวพจน์"
             ตัวอย่างเช่น   เล็กเท่าขี้ตาแมว   เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว  รอสักอึดใจเดียว
           ๕. บุคลาธิษฐาน   (  Personification ) บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลวัต   คือการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด ไม่มีวิญญาณ     เช่น โต๊ะ    เก้าอี้    อิฐ  ปูน   หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น  ต้นไม้  สัตว์  โดยให้สิ่งต่างๆเหล่านี้แสดงกิริยาอาการและความรู้สึกได้เหมือนมนุษย์      
( บุคลาธิษฐาน  มาจากคำว่า  บุคคล + อธิษฐาน หมายถึง   อธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล )       
            ตัวอย่างเช่น                           
                 มองซิ..มองทะเล                    บางครั้งมันบ้าบิ่น
        ทะเลไม่เคยหลับใหล                        บางครั้งยังสะอื้น            
        เห็นลมคลื่นเห่จูบหิน                       กระแทกหินดังครืนครืน
        ใครตอบได้ไหมไฉนจึงตื่น                  ทะเลมันตื่นอยู่ร่ำไป
        ฟ้าหัวเราะเยาะข้าชะตาหรือ              ดินนั้นถืออภิสิทธิ์ชีวิตข้าเองไม่เกรงดินฟ้า

            ๖. สัญลักษณ์   ( symbol )สัญลักษณ์ เป็นการเรียกชื่อสิ่งๆหนึ่งโดยใช้คำอื่นมาแทน  ไม่เรียกตรงๆ ส่วนใหญ่คำที่นำมาแทนจะเป็นคำที่เกิดจากการเปรียบเทียบและตีความซึ่งใช้กันมานานจนเป็นที่เข้าใจและรู้จักกันโดยทั่วไป    ตัวอย่างเช่น
                เมฆหมอก              แทน                        อุปสรรค
                สีดำ                      แทน                        ความตาย  ความชั่วร้าย
                กุหลาบแดง            แทน                        ความรัก
                หงส์                     แทน                        คนชั้นสูง
                กา                       แทน                        คนต่ำต้อย
                ดอกไม้                 แทน                        ผู้หญิง 

           ๗. นามนัย   ( Metonymy ) นามนัย  คือการใช้คำหรือวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง  คล้ายๆสัญลักษณ์   แต่ต่างกันตรงที่  นามนัยนั้นจะดึงเอาลักษณะบางส่วนของสิ่งหนึ่งมากล่าว  ให้หมายถึงส่วนทั้งหมด   ตัวอย่างเช่น           
              เมืองโอ่ง                 หมายถึง                  จังหวัดราชบุรี
              เมืองย่าโม               หมายถึง                  จังหวัดนครราชสีมา
              ทีมสิงโตคำราม         หมายถึง                  อังกฤษ
              เก้าอี้                      หมายถึง                  ตำแหน่ง
              มือที่สาม                 หมายถึง                  ผู้ก่อความเดือดร้อน

         ๘. สัทพจน์   ( Onematoboeia ) สัทพจน์  หมายถึง ภาพพจน์ที่เลียนเสียงธรรมชาติ    เช่น  เสียงดนตรี    เสียงสัตว์   เสียงคลื่น    เสียงลม   เสียงฝนตก เสียงน้ำไหล ฯลฯ  การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้เหมือนได้ยินเสียงนั้นจริง ๆ  ตัวอย่างเช่น           
               ลูกหมาร้องบ๊อก ๆ ๆ    
               ลุกนกร้องจิ๊บๆๆ   
               ลูกแมวร้องเหมียว ๆ ๆ
               เปรี้ยง ๆ  ดังเสียงฟ้าฟาด     
               คลื่นซัดครืนครืนซ่าที่ผาแดง 

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ศิลปะการประพันธ์ในวรรณคดีไทย

             ศิลปะการประพันธ์ในวรรณคดี ศิลปะในการสร้างสรรค์วรรณคดีให้มีความงาม ความไพเราะ และความหมายเป็นที่จับใจผู้อ่านนั้นเรียกว่า วรรณศิลป์ กลวิธีการประพันธ์ที่สำคัญที่จะกล่าวถึงมีดังนี้ การเล่นเสียง การเล่นคำ และการใช้ภาพพจน์
             ๑.การเล่นเสียง คือ การสรรคำให้มีเสียงสัมผัสเป็นพิเศษกว่าปกติเพื่อให้เกิดทำนอง เสียงที่ไพเราะน่าฟัง มีทั้ง การเล่นเสียงพยัญชนะ การเล่นเสียงสระ และการเล่นเสียงวรรณยุกต์
                 ๑.๑ การเล่นเสียงพยัญชนะ คือ การใช้พยัญชนะเดียวกันหลายพยางค์ติดๆกัน คำประพันธ์ ร้อยกรองโดยทั่วไปไม่บังคับสัมผัสพยัญชนะ แต่กวีนิยมใช้เสียงสัมผัสพยัญชนะเพื่อให้มีความไพเราะ ปกติมักจะเป็นเสียงสัมผัส ๒-๓ เสียง เช่น "ปัญญาตรองตริล้ำลึกหลาย" (โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีเสียงสัมผัสพยัญชนะ คือ ตรอง-ตริ,ล้ำ-ลึก-หลาย 
                ๑.๒ การเล่นเสียงสระ คือ การใช้สัมผัสสระเดียวกันหลายพยางค์ติดๆกัน 
                ๑.๓ การเล่นเสียงวรรณยุกต์ คือ การใช้คำที่ไล่ระดับเสียง ๒ หรือ ๓ ระดับเป็นชุดๆไป *หมายเหตุ   ๑. สัมผัสพยัญชนะ คือ การใช้คำที่มีเสียงพยัญชนะเสียงเดียวกัน เช่น เพื่อน-พ้อง 
                 ๒. สัมผัสสระ คือ การใช้คำคล้องจองที่มีสระเดียวกัน เช่น อา-สา
             ๒. การเล่นคำ คือ การสรรคำมาเรียงร้อยในคำประพันธ์ โดยพลิกแพลงให้เกิดความหมายพิเศษและแปลกออกไปจากที่ใช้กันอยู่ เพื่ออวดฝีมือของกวี มีการเล่นคำพ้อง การเล่นคำซ้ำ และการเล่นเชิงถาม 
                ๒.๑ การเล่นคำพ้อง คือ การนำคำพ้องมาใช้คู่กันให้เกิดความหมายที่สัมพันธ์กัน เช่น           
             "เบญจวรรณจับวัลย์มาลี เหมือนวันเจ้าวอนพี่ให้ตามกวาง"
          (บทละคร เรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) 
             กวีเล่นคำที่มีเสียง "วัน" ๓ คำ คือ (เบญจ)วรรณ-วัลย์-วัน โดยนำมาใช้ให้มีความหมายสัมพันธ์กันได้อย่างกลมกลืน 
             การเล่นคำพ้องเป็นกลวิธีการประพันธ์ที่กวีนิยมมาก นอกจากคำพ้องเสียงดังข้างต้นแล้วนั้น ยังมีคำพ้องรูปอีก เช่น
             "เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง"
                                                                          (นิราศพระบาท ของ สุนทรภู่)
             รอ คำแรก คือ หลักปักกั้นกระแสน้ำ ส่วน "รอ" ในคำว่า "รอรา" คือหยุด และในคำว่า "รอท่า" หมายถึง คอย 
                ๒.๒ การเล่นคำซ้ำ คือ การนำคำคำเดียวมาใช้ซ้ำๆในที่ใกล้ๆกันเพื่อย้ำความหมายของข้อความให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น 
                ๒.๓ การเล่นคำเชิงถาม คือ การเรียงถ้อยคำให้เป็นประโยคเชิงถาม แต่เจตนาที่แท้จริงไม่ได้ถาม เพราะไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการเน้นให้ข้อความมีน้ำหนักดึงดูดความสนใจและให้ผู้ฟังคิดตาม บางท่านอาจเรียกว่า วาทศิลป์



วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

ลาวดวงเดือน

กุหลาบ




ชื่อพฤกษศาสตร์  :  Rosa damascema, Mill.
ชื่อสามัญ          :  Damask Rose, Persia Rose, Mon Rose
ชื่อวงศ์             :  Rosaceae











        กุหลาบมอญเป็นไม้ดอกประเภทไม้พุ่มผลัดใบ  ลำต้นตั้งตรง  กิ่งก้านมีหนาม  พุ่มสูงประมาณ ๒ - ๓ เมตร  อายุยืน  แข็งแรง  เป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดจัดอย่างน้อยวันละ ๖ ชั่วโมง  จึงควรปลูกในที่โล่งแจ้งแต่ควรเป็นที่อับลม  ขึ้นได้ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอ  ชอบน้ำ  แต่ไม่ชอบน้ำขัง  ดินจึงต้องระบายน้ำได้ดี  ชอบอากาศร้อนในตอนกลางวัน  และอากาศเย็นในตอนกลางคืน  กุหลาบมอญนี้ถือได้ว่าเป็นกุหลาบพื้นเมืองของไทย  ใบเป็นใบประกอบชนิดขนนก  มีหูใบ ๑ คู่  มีใบย่อย ๓ - ๕ ใบ  ในก้านช่อใบหนึ่ง ๆ ใบจัดเรียงแบบสลับ  ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน  มีรอยย่นเล็กน้อย  ขอบใบเป็นจักละเอียด  เส้นกลางใบด้านท้องใบมีหนามห่าง ๆ   ดอกมีลักษณะค่อนข้างกลม  กลับดอกเรียงซ้อนกันหลายชั้น  วนออกนอกเป็นรัศมีโดยรอบ  ดอกมีสีชมพูอ่อน  สีชมพูเข้ม  ดอกมักออกเป็นช่อ  ทางปลายกิ่ง  กลีบดอกมีลักษณะปลายแหลมเรียว การขยายพันธ์ใช้วิธีตอนกิ่ง  
บทประพันธ์ที่กล่าวถึงดอกกุหลาบ
“…เที่ยวชมแถวขั้นรุกขชาติ                        ดอกเกลื่อนดกกลาดหนักหนา
กาหลงกุหลาบกระดังงา                             การะเกดกรรณิการ์ลำดวน…”
                                                 (รามเกียรติ์:พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)



ดอกประดู่



ชื่อสามัญ   :    Burma Padauk

ชื่อวิทยาศาสตร์   :    Plerocapus indicus.

ตระกูล   :      PAPILIONACEAE 


        
 ลักษณะทั่วไปการเป็นมงคลตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกการปลูกประดู่ประดู่เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ ๑๐-๒๕ เมตรผิวเปลือกลำต้นมีสีดำหรือเทาลำต้นเป็นพูไม่กลมแตกกิ่งก้านสาขากว้างมีเรือนยอดทึบแตกเป็นสะเก็ดร่องตื้นๆใบเป็นช่อแตกออกจากปลายกิ่งมีใบย่อยประกอบอยู่ประมาณ ๖-๑๒ ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรีปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบเป็นมันสีเขียว ใบมีขนาดยาวประมาณ ๒-๓ นิ้ว กว้างประมาณ ๑-๒ นิ้ว ออกดอกเป็นช่อออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กสีเหลือง ผลมีขนเล็ก ๆปกคลุมขนาดผลโตประมาณ ๔-๖ เซนติเมตร
           คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นประดู่ไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่เพราะ ประดู่ คือ ความพร้อม ความร่วมือ ร่วมใจสามัคคี มีพลังเป็ฯอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ดอกของประดู่ยังมีลักษณะที่ระดมกันบานเต็มต้นดูลานตา ดังนั้นคนโบราณจึงได้เลือกเอาต้นประดู่เป็นไม้ประจำกอง กองทัพเรือ และคนไทยโบราณยังเชื่ออีกว่า ส่วนของแก่นไม้ยังใช้เป็นศิลปะการดนตรี ที่สำคัญของคนพื้นเมืองในสมัยโบราณอีกด้วย คือใช้ทำเป็นเครื่องเสียงพวกระนาด นั่นก็หมายถึง ความแข็งแกร่ง แข็งแรง

คำประพันธ์ที่เกี่ยวกับ ดอกประดู่

              ประดู่ลำดวนยมโดย                            ลมโชยกลิ่นชวนหอมหวาน
        นางแย้มสายหยุดพุดตาล                          อังกาบชูก้านกระดังงา
                                                                         รามเกียรติ์  : พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

คำคม ข้อคิดดีๆ .... จากหลากหลายนักปราชญ์

คำคม ข้อคิดดีๆ .. จากหลากหลายนักปราชญ์
 

1. "ใช้ชีวิตให้เสมือนว่าพรุ่งนี้ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เรียนรู้ให้เสมือนว่าท่านจะอยู่ในโลกนี้ต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด" ...มหาตมะคานธี...
2. "สามคนเดินมา ต้องมีคนหนึ่งที่เป็นครูเราได้" ...ขงจื้อ...
3. "ความรักเป็นสิ่งมีค่า แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่าความรักนั้นมีอยู่" ...พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ...
4. "ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตัวเองได้" ...ขงเบ้ง...
5. "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ...พุทธสุภาษิต หมวดธรรมเบื้องต้น
6. "กรรมชั่วของตน นำตนไปสู่ ทุคติ" ...พุทธสุภาษิต หมวดกรรม...
7. "บรรดาการงานของมนุษย์ก็เพื่อปากของเขา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่รู้จักอิ่ม" ...คัมภีร์ไบเบิ้ล ปัญญาจารย์ 6:7...
8. "สิ่งที่ดีและสวยงามที่สุดในโลกมองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้แต่จะรู้สึกได้จากหัวใจ" ...Helen Keller กวีชาวอเมริกัน...
9. "สิ่งที่ได้มาเปล่าคือความเฒ่าชรา สิ่งที่ต้องแสวงหาคือคุณค่าของชีวิต" ...หลวงปู่จันทร์ กุสโล...
10. "อยู่ใต้ฟ้าเดียวกันก็จริง แต่คนเราเห็นขอบฟ้าไม่เหมือนกัน" ...Konrad Adenauer กวีชาวเยอรมัน...
11. "คนเราแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เปลี่ยนอนาคตได้" ...วินทร์ เลียววาริณ...
12. "จุดที่ต่ำสุดของชีวิตที่ทุกคน มีโอกาสประสบเป็นได้ทั้งจุดจบและบทเรียนที่ดี" ...ภาษิตตะวันตก...
13. "มีเพียงชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้นที่มีคุณค่าแก่การมีชีวิต" ...อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์...
14. "คนฉลาดไม่เคยร้องไห้หาสิ่งที่สูญเสียไป แต่เขาจะหาวิธีปรับแต่งแก้ไขความเสียหายนั้นอย่างร่าเริง" ...วิลเลียม เชคสเปียร์...
15. "คนเรานั้นมักมีความสุขจากการได้มากกว่าความสุขจากการมี" ...พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล...
16. "ไม่มีสิ่งใด ๆ ในโลกที่ดีหรือเลว มีแต่ความคิดของเราเท่านั้นที่ทำให้เกิดความดีและความเลว" ...วิลเลียม เชคสเปียร์...
17. "บางครั้งคนเราก็ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ไร้ค่า" ...อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์...
18. "เมื่อได้เพียรพยายามแล้ว ถึงจะตายก็ชื่อว่า ตายอย่างไม่มีใครติเตียน" ...พุทธสุภาษิต หมวดความเพียร...
19. "หากบริษัทขาดคุณไปเค้าก็หาคนอื่นมาแทนคุณได้ แต่ถ้าครอบครัวขาดคุณไปก็หาใครมาแทนที่คุณไม่ได้" ...จาก ภรรยาที่รักของคุณ...
20. "ความยโสโอหังเป็นที่มาของบรรดาความทุกข์ยาก" ...มหาตมะคานธี...


ขอบคุณข้อความดีดีจาก :  http://variety.teenee.com/foodforbrain/50358.html