วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

นิราศภูเขาทอง

กวี      :         สุนทรภู่
ประเภท :       นิราศ
คำประพันธ์ :   กลอนนิราศ
สมัย     :        รัตนโกสินทร์
ปีที่แต่ง :         ประมาณ พ.ศ. 2371
      นิราศภูเขาทองเป็นวรรณคดีประเภทนิราศ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องที่ดีที่สุดของสุนทรภู่ (พ.ศ. 2329 - 2398) ท่านแต่งนิราศเรื่องนี้จากการเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่กรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) เมื่อเดือนสิบเอ็ด ปีชวด (พ.ศ. 2371) ขณะบวชเป็นพระภิกษุ
ลักษณะคำประพันธ์
นิราศภูเขาทองแต่งด้วยกลอนนิราศ มีความคล้ายคลึงกับกลอนสุภาพ แต่เริ่มด้วย วรรครับจบ ด้วยวรรคส่งลงท้ายด้วย คำว่า เอย มีความยาวเพียง 89 คำกลอนเท่านั้น แต่มีความไพเราะ และเรียบง่าย ตามแบบฉบับของสุนทรภู่ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย บรรยายความรู้สึกขณะเดียวกันก็เล่าถึงสภาพของเส้นทางที่กำลังเดินทางไปด้วย ท่านมักจะเปรียบเทียบชีวิตและโชคชะตาของตนกับธรรมชาติรอบข้างที่ตนได้เดินทางผ่านไป มีหลายบทที่เป็นที่รู้จักและท่องจำกันได้...
การเดินทางในนิราศ
สุนทรภู่ล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาไปกับลูกชายชื่อหนูพัด ผ่านวัดประโคนปัก บางยี่ขัน ถึงบางพลัด ผ่านตลาดแก้วตลาดขวัญในเขตจังหวัดนนทบุรี จากนั้นก็ผ่านเกาะเกร็ด ซึ่งเป็นย่านชาวมอญ เข้าสู่จังหวัดปทุมธานี หรือเมืองสามโคก แล้วเข้าเขตอยุธยา จอดเรือที่ท่าวัดพระเมรุ ค้างคืนในเรือ มีโจรแอบจะมาขโมยของในเรือ แต่ไหวตัวทัน รุ่งเช้าเป็นวันพระ ลงจากเรือเดินทางไปที่เจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งเป็นเจดีย์ร้าง เก็บพระบรมธาตุมาไว้ในขวดแก้วตั้งใจจะนำไปนมัสการที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อตื่นมาก็ไม่พบพระบรมธาตุ จึงได้เดินทางกลับ
บางตอนจากนิราศภูเขาทอง
         ๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ


         ๏ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ


         ๏ จงทราบความตามจริงทุกสิ่สิ้น
อย่านึกนินทาแกล้งแหนงไฉน
นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ
จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอยฯ

คุณค่าทางด้านวรรณศิลป์
คุณค่าทางวรรณศิลป์ในกลอนนิราศภูเขาทอง มีการเลือกใช้คำดีเด่นต่างๆ ดังนี้
สัมผัสสระ คือ คำที่ใช้สระตัวเดียวกัน
สัมผัสอักษร คือ คำที่มีอักษรคล้องจองกัน
การซ้ำเสียง คือ การสัมผัสอักษรอย่างหนึ่ง นับเป็นการเล่นคำที่ทำให้เกิด เสียงไพเราะ  การซ้ำเสียงจะต้องเลือกคำที่ให้จินตภาพแก่ผู้อ่านอย่างแจ่มชัดด้วย
-  การใช้กวีโวหาร คือ นิราศภูเขาทองมีภาพพจน์ลักษณะต่างๆ ที่กวีเลือกใช้ ทำให้ผู้อ่านได้เข้าถึงความคิด ความรู้สึกของกวี
-  ภาพพจน์อุปมา คือโวหารที่เปรียบเทียบของสองสิ่งว่าเหมือนกัน มักใช้คำว่า เหมือน คล้าย ดุจ ดูราว ราวกับ
-  ภาพพจน์กล่าวเกินจริง คือ การที่กวีอาจกล่าวมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง เพื่อสื่อให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นภาพในความคิดคำนึงได้ดีขึ้น
-  การเลียนเสียง คือ กวีทำให้เสียงที่ได้ยินมาบรรยายให้เกิด มโนภาพและความไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น

                   การเล่นคำ คือ การใช้ถ้อยคำคำเดียวในความหมายต่างกันเพื่อให้ การพรรณนาไพเราะน่าอ่าน และมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น

คำเอก คำโท คืออะไร

คำเอก คำโท คืออะไร
          คำเอก คำโท  คือ  พยางค์หรือคำที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์เอก และรูปวรรณยุกต์โท ใช้ในคำประพันธ์ประเภทโคลง  คำประพันธ์ประเภทร่าย  (เพราะการแต่งร่ายก็ต้องจบบทด้วยคำประพันธ์ประเภทโคลงสองสุภาพ)
          คำเอก  คือ พยางค์หรือคำที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์เอก  เช่น คำว่า แต่  ข่อย  เฟื่อง  ก่อ   บ่าย   ท่าน  พี่
  ช่วย  บ่  คู่  อยู่  ฯลฯ 
          คำเอก  รวมถึงการอนุโลมให้ใช้คำตายแทนได้  (คำตาย คือ  คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นและไม่มีตัวสะกด หรือคำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กก แม่ กด แม่  กบ) เช่นคำว่า พระ ตราบ  ออก ปะทะ ฯลฯ 
          คำโท  คือ  พยางค์หรือคำที่ปรากฏรูปวรรณยุกต์โท  เช่นคำว่า  ค้ำ  ข้อง  ไซร้  ทั้ง  รู้  ไท้  เพี้ยง  ฯลฯ
          เอกโทษ  คือ คำที่มีความหมายและกำกับด้วยรูปวรรณยุกต์โท  แต่มีความจำเป็นที่ต้องแปลงให้เป็นคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอก  แม้ว่าคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกที่ได้เปลี่ยนจากคำที่มีรูปวรรณยุกต์โทแล้วนั้น ได้คำที่มีไม่มีความหมายแต่ยังคงให้มีความหมายเหมือนคำที่มีรูปวรรณยุกต์โทกำกับอยู่เดิมเช่น คำว่า สิ้นเลือด แปลงเป็น ซิ่น-เลือด  ภพหล้า แปลงเป็น ภพล่า เป็นต้น
          โทโทษ  คือ คำที่มีความหมายและกำกับด้วยรูปวรรณยุกต์เอก แต่มีความจำเป็นที่ต้องแปลงให้เป็นคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท  แม้ว่าคำที่มีรูปวรรณยุกต์โทที่ได้เปลี่ยนจากคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกแล้ว นั้น ได้คำที่มีไม่มีความหมายแต่ยังคงให้มีความหมายเหมือนคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกกำกับอยู่เดิม เช่นคำว่า เล่าเรื่อง แปลงเป็น 

เหล้าเรื่อง  ค่าจ้าง  แปลงเป็น ข้าจ้าง  เป็นต้น

คำและสำนวน

คำประกอบด้วยเสียงที่มีความหมายซึ่งมนุษย์ใช้ในการสื่อสารทั้งระหว่างบุคคล ในกลุ่ม ในที่สาธารณะ ตลอดจนทางสื่อมวลชนคำหลายๆ คำที่เรียบเรียงไว้ตายตัว สลับที่หรือตัดทอนไม่ได้มีความหมายไม่ตรงไปตรงมาแต่เป็นที่เข้าใจกัน บางทีมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบที่ลึกซึ้งกินใจ ทำให้เห็นภาพชัด เรียกว่า สำนวนการรู้จักใช้คำและสำนวนช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิผล ยิ่งรู้จักคำและสำนวนมากเพียงใด โอกาสที่จะเลือกใช้คำและสำนวนได้ดี ยิ่งมีมากขึ้นเพียงนั้น
               ถ้าไม่สามารถเลือกใช้คำและสำนวนให้สื่อความหมายได้ตรงย่อมไม่อาจสื่อสารได้สัมฤทธิผล อาจเสียโอกาสที่จะแสดงความคิดของตนให้กระชับ ชัดเจน รวดเร็ว และมีชีวิตชีวา
ความหมายของคำในภาษาไทยมี 2 ลักษณะ  คือ
      1.  ความหมายนัยตรง คำที่มีความหมายตรงตัว   เช่น
               ดาว       หมายถึง     สิ่งที่เห็นเป็นดวงบนท้องฟ้าเวลามืด
               เก้าอี้      หมายถึง     ที่สำหรับนั่ง มีขา
               เพชร      หมายถึง     ชื่อแก้วที่แข็งที่สุดและมีน้ำแวววาวกว่าพลอยอื่น ๆ
               นกขมิ้น   หมายถึง     ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวเท่านกเอี้ยง มีหลายสี
               กา         หมายถึง     ชื่อนกชนิดหนึ่ง ตัวสีดำ ร้อง กา ๆ
          ตัวอย่างประโยคความหมายนัยตรง   
                      - คืนนี้มีดาวเต็มฟ้าเลย                      - คุณแม่ชอบเพชรเม็ดนี้มาก
                      - เขาไปซื้อดอกไม้ที่ปากคลองตลาดมา       
     2.  ความหมายนัยประหวัด  คือ ความหมายที่แฝงอยู่ในคำหรือข้อความนั้นๆ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ กันไปอาจเป็นทางดี  หรือไม่ดีก็ได้          
            ดาว       หมายถึง      บุคคลที่เด่นในทางใดทางหนึ่ง
            เก้าอี้      หมายถึง      ตำแหน่ง
            เพชร      หมายถึง      บุคคลที่มีคุณค่า
            นกขมิ้น   หมายถึง      คนเร่ร่อน ไม่มีที่พำนักเป็นหลักแหล่ง
            กา         หมายถึง      ความต่ำต้อย ตัวอย่างประโยคความหมายนัยประหวัด
- เสื้อของเธอนี่เป็นเสื้อโหลรึเปล่า
                     - เธอนี่เป็นคนซื่อจริงๆ
                     - เขารัดรวบเก่งมากเลย
                     - คนคนนี้เป็นคนทำอะไร ต้องวางแผนก่อน

คำไวพจน์ 

คำไวพจน์  คือ  คำที่มีความหมายเหมือนกัน  ซึ่งมีมากหลากหลายคำ  บางครั้ง  คำไวพจน์ก็มีชื่อเรียกไปตามความเข้าใจว่าเป็น  “การหลากคำ”  บ้าง คำพ้องความหมาย”  บ้าง  “คำพ้องความ”  บ้าง 

ตัวอย่างคำไวพจน์

ความหมาย

คำไวพจน์

พระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์   พุทธองค์    บรมครู  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ไตรรัตน์   ตถาคต   ชิน  อรหัง   ตรีโลกนาถ   โลกวิทู   โลกเชษฐ์     โลกนาถ    เมตไตรย   วินายก    ธรรมสามี ตรีภพนาถ   วรัญญู    สรรเพชุดา   ทศพล   พระภควันต์    พระชินสี   ธรรมสามิสร   ธรรมราชา  พิชิตมาร   พรหมกาย  มุนินทร์   มารชิต  

กษัตริย์

กษัตรา   ขัตติยะ   ขัตติยา   บดี   บดินทร์   บพิตร   นฤบดี   ภูวไนย   ภูมินทร์ราชา    นฤบาล   นฤเบศร์  นฤบดี    นฤบดินทร์    นราธิป   มหิดลบพิตร   พระเจ้าอยู่หัว บดี  ภูมิบดี  มหิบดีไท้     ไท    นรินทร์   นเรนทร์    กษัตราธิราช พระมหากษัตริย์ มหิบาล   นเรศ   นเรศวร   นเรนทรสูร นโรดม  ธเรศ จักรพรรดิ ราชา ราชาธิราช ราชอดิศร  ภูวนาถ    ภูมินทร์ ภูวไนย   ภูมินาถ  นริศ  ธรณินทร์ อธิราช  จักรี  จักริน  พระประมุข   กษิตร   พระราชาธิราช  นโรดม   มเหศ   มเหศวร   นเรนทร์

พระอินทร์

อมรินทร์    มัฆวาน   สักกะ   สหัสนัยน์   เพชรปาณี    โกสีย์

พระพรหม

จัตุพักตร์   กมลาสน์  ปิตามหะ

พระอิศวร

ศิวะ  ศุลี    มหาเทพ  สยมภู 

พระวิษณุ

พระนารายณ์   กฤษณะ  ไวกูณฐ์   ไตรวิกรม  จักรปาณี 

พระสุรัสวดี

สาวิตรี   ภารตี   สรัสวติ

พระอุมาเทวี

นางปาราวตี   พระจัณฑิกา   พระชคินมาตา

พ่อ

บิดา    ชนก   บิดร    ปิตุรงค์

แม่

มารดา  มารดร   ชนนี    มาตุ  มาตา 

นักปราชญ์

ธีระ   เธียร   บัณฑิต   ปราชญ์   เมธี

ลูกชาย

บุตร    โอรส   ดนัย

ลูกสาว

บุตรี   สุดา  

เมือง

นคร   ธานี    บุรี   กรุง   นคเรศ   พารา   นครา 

แผ่นดิน

พสุธา  พิภพ   ปฐพี   ปฐวี   ปัถพี   หล้า   ธาตรี    ธรา   ไผท    ธรณี   ภูมิ  

น้ำ/แม่น้ำ

อาโป   คงคา    วาริน    ชลธี  ชลธาร  ธารา  วารี  ชล  อุทก   ชล  ชลาลัย  ชโลทร   ชลาศัย   นที   ชลธาร    สาคร   สมุทร   อรรณพ    มหรรณพ    อัมพุ

ลม

วาโย   พาย   วายุ 

ไฟ

เพลิง  อัคคี  กูณฑ์  เตโช

ภูเขา

บรรพต   คีรี   สิงขร  ภูผา  ภู   ไศล   ศิขริน   พนม


สำนวน
ลักษณะของสำนวนไทย
                ถ้อยคำภาษาไทยมี ๒ ประเภท  คือ ความหมายโดยอรรถ หมายถึง ถ้อยคำทีแปลอย่างตรงไปตรงมา และอีกประเภทหนึ่งคือ ความหมายโดยนัย หมายถึง ถ้อยคำที่แปลไม่ตรงกับศัพท์ มีความหมายแอบแฝง มีลักษณะอุปมาหรือเปรียบเปรย หรือมีความหมายเปลี่ยนไปตามคำที่มาประกอบ  เช่น

คำ
ความหมายโดยอรรถ
ความหมายโดยนัย
ขุดคุ้ย
   ขุดหรือคุ้ยเอาดิน หรือสิ่งของในดินขึ้นมา
   ขุดเอาเรื่องเก่ามาพูดหรือมาเขียนใหม่
กลืนน้ำลาย
   การกลืนน้ำลายลงไปในลำคอ
   การไม่รักษาคำพูด

สาเหตุการเกิดสำนวนไทย
.   เกิดจากธรรมชาติ  เช่น ฝนตกไม่ทั่วฟ้า  ตื่นแต่ไก่โห่
.  เกิดจากการกระทำ  เช่น กำปั้นทุบดิน  แกว่งเท้าหาเสี้ยน 
.  เกิดจากศาสนา  เช่น ผ้าเหลืองร้อน  ตักบาตรถามพระ  คว่ำบาตร
.  เกิดจากนิทาน  ตำนาน  นิยาย  พงศาวดาร  เช่น กระต่ายตื่นตูม  กบเลือกนาย  ไก่ได้พลอย   กิ้งก่าได้ทอง
.   เกิดจากแบบแผนประเพณีและความเชื่อต่างๆ  เช่น ผีเจาะปาก  กงเกวียนกำเกวียน
.    เกิดจากอุบัติเหตุ  เช่น เอามือซุกหีบ  น้ำเชี่ยวขวางเรือ
.   เกิดจากความประพฤติ  เช่น ตำข้าวสารกรอกหม้อ  ชักใบให้เรือเสีย  ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
.   เกิดจากการเล่นต่างๆหรือกีฬา  เช่น จับแพะชนแกะ  ไม่ดูตาม้าตาเรือ
.   เกิดจากอวัยวะ  เช่น ปากบอน  กำปั้นทุบดิน

ถ้อยคำสำนวนแต่ละประเภท
๑.สำนวน คือถ้อยคำที่เรียบเรียงไว้ตายตัวจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นถ้อยคำที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายมีความหมายไม่ตรงตัว เป็นถ้อยคำที่มีความหมายอื่นแฝงอยู่ มีความหมายในเชิงเปรียบเปรยแทบทั้งสิ้น และเป็นคำพูดสั้นๆกะทัดรัดแต่มีความหมายกว้าง สำนวนอาจเป็นประโยคหรือกลุ่มคำก็ได้ เช่น  เป็นประโยคได้แก่ นกมีหูหนูมีปีก  น้ำลดมดกินปลา  จระเข้ขวางคลอง เป็นกลุ่มคำได้แก่ คงเส้นคงวา แฉโพย  คมในฝัก  จนแต้ม  ฯลฯ
๒. คำพังเพย  คือ ถ้อยคำที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ ให้เข้ากับเรื่องที่พูดอยู่ มีความหมายเป็นคติสอนใจ คำพังเพยมีลักษณะคล้ายสุภาษิตมาก อาจมีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือการติชม การที่คำพังเพยยังไม่นับเป็นสุภาษิต เพราะยังไม่มีข้อยุติว่า คำพังเพยเหล่านั้นเป็นหลักความจริงที่แน่นอน หรือเป็นคำสอนที่แท้จริง ตัวอย่างคำพังเพย  เช่น   กบเลือกนาย กล้านักมักบิ่น ชาดไม่ดีทาสีไม่แดง ฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไม้งามกระรอกเจาะ หนีเสือปะจระเข้ หักด้ามพร้าด้วยเข่า ฯลฯ (บางตำราอาจไม่มีการแยกระหว่างสำนวนและคำพังเพย เพราะเห็นว่าลักษณะและคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน มีหลักเกณฑ์และจุดมุ่งหมายใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ใช้ภาษาที่มีคารมคมคายเพื่อต้องการสื่อความหมายเปรียบเทียบให้เด่นชัดขึ้น ลึกซึ้ง กินใจ และเป็นคติสอนใจ ให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว  คำพังเพยบางครั้งก็เป็นวลี บางครั้งก็เป็นประโยค)
๓. สุภาษิต  เป็นคำกล่าวที่เป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่เป็นจริง เป็นถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบกันมาช้านานแล้ว  มีจุดมุ่งหมายเพื่อสั่งสอนโดยตรง ไม่มีการเสียดสีหรือติชมอย่างคำพังเพย เป็นคำกล่าวที่ดีงามมีความหมายลึกซึ้งเป็นคติสอนใจอ่านแล้วเข้าใจได้โดยไม่ต้องแปลความหมาย เนื้อความที่สั่งสอนเป็นความจริงที่ยอมรับกันทั่วๆไป  เช่น ธรรมะย่อมชนะอธรรม  ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า  น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ
๔. อุปมา อุปไมย  เป็นถ้อยคำสำนวนประเภทหนึ่ง ซึ่งกล่าวทำนองเปรียบเทียบให้เห็นจริง เกิดภาพพจน์ เข้าใจง่ายขึ้น  สิ่งที่ยกมาเปรียบเทียบเรียกว่า อุปมา สิ่งที่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาเปรียบเทียบเรียกว่า อุปไมย  เช่น
ลื่นเป็นปลาไหล                         รกเป็นรังหนู                        ลามเป็นขี้กลาก
คิ้วโก่งดังคันศร                          โง่เหมือนควาย                       ดำเหมือนถ่าน
ผิวขาวเหมือนไข่ปอก                    ผอมเป็นกุ้งแห้ง                      สวยเหมือนนางฟ้า
คันเหมือนตำแย                         งงเป็นไก่ตาแตก                     พูดเป็นต่อยหอย
เค็มเหมือนเกลือ                         หน้าบานเป็นใบบัว                  ตาโตเท่าไข่ห่าน
ไวอย่างลิง                               ใจดำเหมือนกา                     สมกันราวกิ่งทองใบหยก



วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รสในวรรณคดีไทย

รสแห่งกาพย์กลอนไทยมี ๔ รส 
๑. เสาวรจนีย์ (บทชมโฉม) คือ การเล่าชมความงามของตัวละครในเรื่อง ซึ่งอาจเป็นตัวละครที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ หรือสัตว์ซึ่งการชมนี้อาจจะเป็นการชมความเก่งกล้าของกษัตริย์ ความงามของปราสาทราชวังหรือความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง เช่น บทชมโฉมนางมัทมา โดยท้าวชัยเสนรำพันไว้ ในวรรคดีเรื่องมัทนะพาธา
เสียงเจ้าสิเพรากว่า          ดุริยางคะดีดใน
ฟากฟ้าสุราลัย               สุรศัพทะเริงรมย์
ยามเดินบนเขินขัด          กละนัจจะน่าชม
กรายกรก็เร้ารม              ยะประหนึ่งระบำสรวย
ยามนั่งก็นั่งเรียบ            และระเบียบเขินขวย
แขนอ่อนฤเปรียบด้วย     ธนุก่งกระชับไว้
พิศโฉมและฟังเสียง      ละก็เพียงจะขาดใจ ...
                               (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
บทชมนางเงือก ซึ่งติดตามพ่อแม่มาเพื่อพาพระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร จากเรื่อง พระอภัยมณี
บทกษัตริย์ทัศนานางเงือกน้อย        ดูแช่มช้อยโฉมลาทั้งเผ้าผม
ประไพพักตร์ลักษณ์ล้ำล้วนขำคม    ทั้งเนื้อนมนวลเปลปงออกเต่งทรวง
ขนงเนตรเกศกรอ่อนสะอาด           ดังสุรางค์นางนาฏในวังหลวง
พระเพลินพิศคิดหมายเสียดายดวง   แล้วหนักหน่วงนึกที่จะหนีไป
                                                                    (สุนทรภู่)

เหลือบเห็นกวางขำดำขลับ          งามสรรพสะพรั่งดังเลขา
งามเขาเห็นเป็นกิ่งกาญจนา         งามตานิลรัตน์รูจี
คอก่งเป็นวงราววาด                  รูปสะอากราวนางสำอางศรี
เหลียวหน้ามาดูภูมี                   งามดังนารีชำเลืองอาย
ยามวิ่งลิ่วล้ำดังลมส่ง                ตัดตรงทุ่งพลันผันผาย
                                         (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

๒. นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยว โอ้โลม) คือการกล่าวข้อความแสดงความรัก ทั้งที่เป็นการพบกันในระยะแรกๆ และในโอ้โลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสังวาสนั้นด้วย
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร            ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้นเกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร               ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
แม้นเนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ        พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา              เชยผกาโกสุมปทุมทอง
เจ้าเป็นถ้ำไพขอให้พี่                   เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่ครอง
จะติดตามทรามสงวนนวลละออง    เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป
                                             (สุนทรภู่)

๓. พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อ) คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่น้อยไปจนมาก จึงเริ่มตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี และด่าว่าอย่างรุนแรง
น้ำใจนางเหมือนน้ำค้างบนไพรพฤกษ์    เมื่อยามดึกดังจะรองเข้าดื่มได้
ครั้งรุ่งแสงสุรีย์ฉายก็หายไป               เพิ่งเห็นใจเสียเมื่อใจจะขาดรอน
                                                 (ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง)
ครั้งนี้เสียรักก็ได้รู้                          ถึงเสียรู้ก็ได้เชาวน์ที่เฉาฉงน
เป็นชายหมิ่นชายต้องอายคน           จำจนจำจากอาลัยลาน
                                               (เจ้าพระยาพระคลัง(หน))
บทตัดพ้อที่แสดงทั้งอารมณ์รักและแค้นของ อังคาร กัลยาณพงศ์ จากบทกวี เสียเจ้า
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก                  ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย                 อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ
                                            (อังคาร กัลยาณพงศ์)
บทตัดพ้อที่แทรกอารมณ์ขันของ  จากบทกวี ปากกับใจ
เมื่อรักกันไม่ได้ก็ไม่รัก                 ไม่เห็นจักเกรงการสถานไหน
ไม่รักเราเราจักไม่รักใคร               เอ๊ะน้ำตาเราไหลทำไมฤๅ
                                            (สุจิตต์ วงษ์เทศ)
๔. สัลลาปังคพิไสย (บทโศก) คือ การกล่าวข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก บทโศกของนางวันทอง ซึ่งคร่ำครวญอาลัยรักต้นไม่ในบางขุนช้าง อันแสดงให้เห็นว่านางไม่ต้องการตามขุนแผนไป แต่ที่ต้องไปเพราะขุนแผนร่ายมนต์สะกด ก่อนลานางได้ร่ำลาต้นไม้ก่อนจากไป จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนพานางวันทองหนี
ลำดวนเอยจะด่วนไปก่อนแล้ว         ทั้งเกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี
จะโรยร้างห่างกลิ่นมาลี                จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ
                                            (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย)
          สุนทรภู่คร่ำครวญถึงรัชกาลที่2ซึ่งสวรรคตแล้ว เป็นเหตุให้สุนทรภู่ต้องตกระกำลำบาก เพราะไม่เป็นที่โปรดปรานของรัชกาลที่3 ต้องระเห็ดเตร็ดเตร่ไปอาศัยในที่ต่างๆขณะล่องเรือผ่านพระราชวัง สุนทรภู่ซึ่งรำลึกความหลังก็คร่ำครวญอาลัยถึงอดีตที่เคยรุ่งเรืองจากนิราศภูเขาทอง
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ        ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา                  วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์
                                                (สุนทรภู่)